บก.ปอศ. ร่วม กสทช. ตัดวงจรแชร์ลูกโซ่ตู้เติมเงิน เคธี่ปันสุข K4 ยึดอายัด ทรัพย์กว่า 50 ล่านบาท
วันนี้ (27 ก.พ.68) ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น2 (อาคารประชาอารักษ์) กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุม 2 กรรมการบริษัทอ้างทำธุรกิจซิม และตู้เติมเงิน หลอกประชาชนลงทุน สร้างความเสียหายกว่า 27 ล้านบาท
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา มีผู้เสียหาย 61 รายมาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (กก.4บก.ปอศ.) ว่ามีผู้ชักชวนผ่านช่องทางออนไลน์ให้ลงทุนทำธุรกิจจำหน่ายซิมการ์ดโทรศัพท์ระบบเติมเงิน ชื่อ ซิมเคโฟร์ ของบริษัทแห่งหนึ่ง บ.เคโฟร์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด และกิจการตู้เติมเงิน ชื่อ ตู้เคธี่ปันสุข ของบริษัทแห่งหนึ่ง (ปันสุข555 จำกัด)
โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทน 219% ต่อปี เช่น ลงทุน 50,000 บาท จะได้รับผลตอบแทน 150,000 บาท ภายใน 500 วัน และมีการขยายส่วนตัวแทนจำหน่ายไปยังจังหวัดต่างๆเพื่อจัดการอบรมสัมมนาชักชวน หากสมาชิกสามารถแนะนำดิลเลอร์หรือสมาชิกใหม่ได้จะได้รับส่วนแบ่งร้อยละ 50 ของค่าสมัคร โดยผู้ที่สนใจจะต้องสมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์ระบบตัวแทนและมีรูปแบบการโอนเงินลงทุนผ่านระบบ QR Code
ซึ่งในช่วงแรกผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจริงทำให้มีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก ต่อมาช่วงเดือนตุลาคม 2567 สมาชิกเริ่มไม่ได้รับผลตอบแทนจึงพยายามติดตามทวงถาม แต่ผู้ต้องหาบ่ายเบี่ยง ผู้เสียหายจึงได้รวมตัวกันร้องทุกข์ดังกล่าว รวมมูลค่าความเสียหาย 27,557,701 บาท
เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการสืบสวนกระทั่งทราบว่า กรรมการบริษัทซิมการ์ดคือ น.ส.เริงฤดีอายุ 45 ปี ส่วนกรรมการบริษัทตู้เติมเงิน คือ น.ส.พรพิมล อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นเครือญาติกัน โดยจากการตรวจสอบพบว่าธุรกิจดังกล่าวไม่เป็นไปตามคำกล่าวอ้างของผู้ต้องหา โดยมีการวางตู้เติมเงินตามจุดต่างๆเพียง 10 กว่าตู้เท่านั้น
ส่วนการจำหน่ายซิมการ์ดก็มีจำนวนไม่ตรงกับที่กล่าวอ้างกับผู้เสียหาย จึงได้ขออนุมัติศาลอาญาเพื่อออกหมายจับทั้ง 2 บริษัท ในฐานะนิติบุคคล พร้อมทั้งนางสาวเริงฤดี และนางสาวพรพิมล ในฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ก่อนนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 4 จุด ในพื้นที่เขตคันนายาว และเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัททั้ง 2 แห่ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา พบพนักงานประมาณ 15 คน รวมทั้งมีการจัดห้องสัมมนาสำหรับชักชวนผู้ลงทุน โดยมีการนำตู้เติมเงินมาใช้ประกอบการชักจูงให้ลงทุน เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไม่สามารถใช้งานได้จริง จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด 258 ตู้ พร้อมทรัพย์สินอื่นๆ และอื่นๆอีกหลายรายการรวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
โดยเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 2 รายยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวส่งศาลอาญาเพื่อทำการฝากขังและคัดค้านการประกันตัว ขณะที่ในส่วนของผู้เสียหายคาดว่าน่าจะมีผู้เข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมอีกประมาณ 200 – 300 คน ซึ่งจะมีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อรองรับการแจ้งความต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews